ชายแดนใต้กับปลายปากกาสื่อ – เพลินทริป | PlearnTrip.com

Call us  081-420-5572
Email: riabriang@gmail.com

ชายแดนใต้กับปลายปากกาสื่อ

เมื่อวันที่ 26 -27 กพ.ที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากกรมประชาสัมพันธ์ให้ร่วมงานเสวนาในหัวข้อ “วาทกรรมชายแดนใต้กับปลายปากกาสื่อ” เห็นหัวข้อก็รู้อยู่แล้วว่างานนี้คงต้องคุยกันยาวพอสมควร และก็เป็นดังที่คาดไว้ทั้งตัวแทนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว และธุรกิจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ล้วนเปิดความในใจอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้เข้าร่วมรวมทั้งผู้สังเกตการณ์จาก www.plearntrip.com อย่างผมพลอยได้รับความรู้ และมุมมองที่กว้างออกไปอีกมาก อีกทั้งสถานที่จัดงานก็เหมาะสมลงตัว เพราะมัสยิดกุฏีช่อฟ้าในชุมชนคลองตะเคียนที่อยุธยานั้น เป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่มีสถาปัตยกรรม และศาสนพิธีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ความเป็นมาแต่ครั้งรัชกาลที่ห้า
สำหรับชื่อมัสยิด กุฎีช่อฟ้า นั้นเป็นนามพระราชทานจากสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรีคราวเสด็จประพาสชลมาคร พระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมา ณ มัสยิด และได้ทรงทราบจากราษฎรที่เข้าเฝ้าในขณะนั้นว่า ชื่อสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น พระองค์ก็ทรงตรัสว่า คนที่นี่เป็นแขกเจ้าเซ็นใช่ไหม ผู้เข้าเฝ้าในขณะนั้นได้ทูลตอบว่า มิใช่แขกเจ้าเซ็นแต่เป็นแขกมาจากปัตตานี พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานให้เปลี่ยนชื่อมัสยิดจากสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น เป็นสุเหร่ากุฎีช่อฟ้า จากลักษณะสถาปัตยกรรมที่มีช่อฟ้าอยู่บนหลังคามัสยิด (ปัจจุบันปรับปรุงใหม่แล้ว)

โคมตะเกียงพระราชทาน
สิ่งหนึ่งที่ผู้นำชุมชนชี้ชวนให้เราดูเมื่อเข้าไปภายในมัสยิดนั่นคือโคมไฟในสมัยรัชกาลที่หก อันเป็นเครื่องสังเค็ด คำว่าเครื่องสังเค็ดเป็นคำโบราณ มีความหมายว่า “ของชำร่วย” แต่เรียกว่า “ของที่ระลึก” ในงานอวมงคลซึ่งหมายถึงงานพระบรมศพของรัชกาลที่ห้านั่นเอง และโต๊ะอิหม่ามได้เล่าว่าใน จ.อยุธยานั้นมีเพียงสามมัสยิดเท่านั้นที่ได้รับพระราชทางเครื่องสังเค็ดนี้

งานผสมผสานเปอร์เซียกรีก และไทย
ภายในมัสยิดแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นตัวกำแพงและช่องแสงแกะลวดลายล้วนเป็นของเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยาไปจนถึง “มิมบัร “หรือที่สำหรับโต๊ะอิหม่ามใช้ทำพิธีก็เป็นงานช่างแบบเปอร์เซียผสมผสานงานลวดลายปูนปั้นดอกพุดตานแบบไทย สะท้อนการอยู่ร่วมของสองวัฒนธรรมได้อย่างดี

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมรูปทรงของมัสยิดกุฎีช่อฟ้าเมื่อประมาณปี พ.ศ.2500 ก่อนที่จะมีการรื้อหลังคาและฝาด้านทิศเหนือและทิศใต้ของมัสยิด เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมขยายขนาดของมัสยิด จะเห็นว่าอาคารมัสยิดกุฎีช่อฟ้าเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปทรงหลังคาเสมือนโบสถ์ของไทยมีช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์ ตรงกับที่บันทึกไว้ในเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ส่วนประตูและหน้าต่างเป็นลักษณะโค้ง มีการทำโค้งด้วยการก่ออิฐให้รับน้ำหนักซึ่งเป็นการถ่ายน้ำหนักไปข้างๆและลงสู่ผนัง ข้างในมัสยิดปูด้วยหินอ่อน มิมบัรและคูหาสำหรับอิหม่ามเป็นศิลปะที่สวยงามแปลกตา ท่านเฉกอะหมัด (ต้นตระกูลบุนนาค)พ่อค้าชาวเปอร์เซียได้รับพระราชทานให้ดำรงตำแหน่ง สมุหนายก และเป็นปฐมจุฬาราชมนตรีแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงพระราชทานที่ดินแก่ชาวมุสลิมในพื้นที่คลองตะเคียนแห่งนี้

ชีวิตริมลำคลอง
ชุมชนนี้มีลำคลองสำคัญที่หล่อเลี้ยงวิถีชุมชนมาเนิ่นนานได้แก่คลองตะเคียน คลองคูจาม คลองเทศ เป็นต้น เมื่อเกิดชุมชนมุสลิมจึงได้มีการสร้าง มัสยิดเพื่อเป็นศูนย์รวมในการประกอบศาสนกิจ นั้นถือเป็นจุดกำเนิดของมัสยิดกุฎีช่อฟ้าในปัจจุบัน เราเดินลัดเลาะไปตามชายคลองตะเคียนและพบว่าบ้านเรือนไทยหลายหลังยังสมบูรณ์และคงความงดงามตามแบบดั้งเดิม เมื่อสอบถามถึงช่างผู้ปรุงเรือนไทยเหล่านี้คำตอบคือส่วนมากเป็นคนมุสลิมแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ย่อมบอกถึงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันมายาวนานของผู้คนในชุมชน บางบ้านก็ทำขนมหวานแบบอินเดียชื่อว่ากุหลาบยำบูเราจึงพลอยมีลาภปากได้ชิมของอร่อยไปด้วย

ชุมชนพอเพียง
แนวคิดหลักของชุมชนแห่งนี้ต้องการให้มีความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ผู้นำชุมชนท่านนึงยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ แต่ชวนคิดว่า ที่นี่มีนักเรียนราวสองพันคน หากเด็กพกเงินมารร.คนละสิบบาทต่อวันลองคูณว่าเป็นเงินเท่าไหร่ และคูณจำนวนวันที่มาเรียน ตัวเลขที่ได้ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่หากมีร้านสะดวกซื้อในชุมชนรายได้ที่ควรจะหมุนเวียนให้ชาวบ้านผู้ปกครองที่ทำอาหารหรือนำสินค้ามาขายเพื่อรายได้ที่จะวนกลับมาให้ลูกๆ ไปรร. ก็จะออกไปนอกชุมชนหมด จบประโยคนี้หลายคนถึงบางอ้อว่าทำไมที่นี่จึงไม่มีร้านสะดวกซื้อให้เห็น

อีกประโยคกินใจจาก คุณประดิษฐ์ รัตนโกมล ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ก็คือเรื่องของความเข้าใจคนมุสลิมของเพื่อนร่วมชาติ ที่มักตัดสินก่อนที่จะทำความรู้จักอย่างถ่องแท้ เขายกตัวอย่างว่า พ่อคนนึงกลับมาบ้านด้วยความหิวโหย เพราะออกไปทำงานก่อสร้างมาแต่เช้าตรู่ เขาพบลูกชายตัวน้อยถือแอ้ปเปิ้ลในมือข้างละผลจึงขอกินบ้างด้วยความหิว ลูกกัดแอ้ปเปิ้ลผลละคำผู้เป็นพ่อเห็นแล้วเสียใจในความใจแคบของลูกเหลือเกิน และขณะที่เขากำลังสิ้นหวังกับลูกชายนั้น เด็กน้อยก็เดินมาใกล้พ่อพร้อมยื่นแอ้ปเปิ้ลในมือขวาให้แล้วพูดว่า “กินลูกนี้ดีกว่าพ่อมันหวานกว่าน่ะ” จบเรื่องเล่าทุกคนในมัสยิดเงียบกริบ เพราะในใจส่วนใหญ่ก็ตัดสินเด็กชายด้วยเช่นกัน นี่คือการเปรียบเทียบให้เห็นถึงการตัดสินผู้อื่นก่อนจะถึงที่สุด หรือได้ชมตอนจบนั่นเอง ขอบคุณกรมประชาสัมพันธ์ที่ชักชวนให้ได้รับความรู้ และแง่คิดดีๆในกิจกรรมครั้งนี้ ขอบคุณชุมชนคลองตะเคียนที่ต้อนรับด้วยมิตรภาพ


นิพนธ์ เรื่องและภาพ