ท่องเที่ยววิถีถิ่นแบบ Cool I-San #2 – เพลินทริป | PlearnTrip.com

Call us  081-420-5572
Email: riabriang@gmail.com

ท่องเที่ยววิถีถิ่นแบบ Cool I-San #2

หลังจากเมามันกับการดำนา และอาหารอร่อย อย่างก้อยปลา และไก่ย่าง รังมดแดง ที่ชุมชนบ้านสระใครแล้ว เราก็ไปเข้าพักในตัวเมืองอุดร ก่อนจะต่อไปยัง สกลนครในวันรุ่งขึ้น….

ผ้ามัดย้อมชาวไทยโย้ย..

ก่อนเที่ยงเล็กน้อย เราก็มาถึงสกลนครที่นี่คือบ้านอุ่มเหม้าในเขต อ.พังโคน ป้ายชุมชนไทยโย้ยเด่นชัดจนผมก็สงสัยว่าเป็นอย่างไรเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน ชาวไทยโย้ยนั้นมีอัตลักษณ์ชัดเจน ทั้งการแต่งกาย ภาษาพูด ที่เรียกว่า นิเหาะ เมื่อค้นข้อมูลก็พบว่า ไทโย้ย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติความเป็นมาของการอพยพมาจากบ้านหอมท้าว ประเทศลาว ในสมัยรัชกาลที่ 2 สาเหตุของการอพยพก็เนื่องจากต้องการแสวงหาพื้นที่ทำมาหากินนั่นเอง.. เมื่อผู้นำชุมชนกล่าวต้อนรับคณะเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาเริ่มกิจกรรมแรก นั่นคือการทำผ้ามัดย้อมคราม ครามเป็นพืชที่มีสีออกน้ำเงินสามารถนำมาย้อมผ้าได้ติดทนทานและปราศจากปัญหาเหมือนการใช้เคมี (น้ำที่ย้อมก็สามารถเทลงพื้นดินได้ โดยไม่ก่อให้เกิดพิษกับสิ่งแวดล้อม) กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมทางก็สนุกกับการมัดย้อมเต็มที่จนได้เวลาเข้าที่พักในบ้านแบบโฮมเสตย์

ยามเย็นที่หนองบักด่อน….

เก็บข้าวของเรียบร้อยพร้อมอาบน้ำเย็นๆ แบบตักราดจนชุ่มชื่นกระปรี้กระเปร่าดีแล้ว ผมก็ชวนน้องช่างภาพวีดีโอซ้อนมอเตอร์ไซค์เจ้าของบ้านไปถ่ายภาพยามเย็นริมหนองบักด่อน บึงน้ำขนาดใหญ่ ที่ห่างบ้านพักไปราวสองกิโลเมตร การซ้อนมอเตอร์ไปตามเส้รทางริมคันนายามเย็นนี่ต้องถือเป็นความสุขของคนเดินทางจริงๆ ภาพชาวบ้านจูงวัวควายกลับเข้าคอกยังมีให้เห็น มันช่างสวยงามอย่างกับเพลงลูกทุ่งเก่าๆ จอดรถแวะเก็บภาพไปเรื่อย แบบไม่รีบ ในที่สุดก็มียืนอยู่ริมหนองบักด่อน (ผมชอบชื่อนี้มากมันได้อารมณ์อิสานสุดๆ) ชาวบ้านยังยกยอหาปลากันอยู่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ทางชุมชนได้มาสร้าง “เถียง” หรือศาลาไม้ริมน้ำให้นักท่องเที่ยว หรือชาวบ้านได้มานั่งเล่นพักผ่อน และมื้อเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็จะมากินข้าวกันที่นี่ด้วย

เซิ้งกันก่อนกลับ..

แม้ยามค่ำจะมีการเลี้ยงอาหารและดนตรีพื้นบ้านมาบรรเลงกันสนุกสนาน โดยเฉพาะเสียงซอไม้ไผ่ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยสมาชิกในชุมชนนี้ จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ไฮไลท์กลับมาอยู่ในยามสายริมหนองบักด่อน หลังอิ่มอร่อยกับมื้อเช้าบนเถียงนามีสีเขียวของต้นข้าวเป็นฉากหลังให้ถ่ายภาพกันเพลินๆ กลุ่มศิลปินซึ่งก็คือผู้นำชุมชนชาวไทยย้ยนั่นเองก็อุตส่าห์นำเครื่องดนตรีมาบรรเลงพร้อมกับเครื่องเสียง ดร.ปรัชญากรณ์บอกกับผมว่าถ้าให้เล่นกันแบบอันปลั๊กบนเถียงนาผมว่าน่าจะดีพี่ว่ามั้ย….ได้ผลครับเราขอให้บรรดาศิลปินถอดปลั๊กแล้วขึ้นมาร่ายหมอลำสดๆพร้อมดนตรีเล่นคลอกันบนเถียงนาสวยงามและสะกดทุกคนให้ยืนอมยิ้ม…..เครื่องขยายเสียงกับเครื่องสำอางค์คงมีส่วนคล้ายคลึงกันแต่หากคุณมีความงดงามอยู่แล้วคงไม่ต้องใช้มันก็ได้นะ นั่นคือบทสรุปที่พวกเราเห็นพ้องหลังฟังดนตรีจบ


โดย นิพนธ์