ชีวิตริมน้ำกับรสแท้ของธรรมชาติ….ที่สกลนคร – เพลินทริป | PlearnTrip.com

Call us  081-420-5572
Email: riabriang@gmail.com

ชีวิตริมน้ำกับรสแท้ของธรรมชาติ….ที่สกลนคร

ผมเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด แม้เที่ยวบินที่จองไว้จะเป็นเวลาแปดโมงเช้าก็ตาม แน่นอนว่าการจราจรในเมืองกรุงช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในวันธรรมดาคือตัวกำหนดให้ผมต้องทำเช่นนี้ (มิฉะนั้นอาจตกเครื่อง) ปลายทางในครั้งนี้คือ เมืองสกลนคร ที่ล่าสุดสักสามปีเห็นจะได้ ผมได้ไปร่วมขบวนแห่ดาวคริสต์มาส ที่ชุมชน บ้านท่าแร่ และได้ภาพสวยงามมามากพอสมควร ครั้งนี้ผมไปด้วยคำชักชวนของ ดร.ปรัชญากรณ์ ผู้ที่ทำงานวิจัยเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน และเจ้าของเวบไซท์ www.plearntrip.com เครื่องบินมีความคลาดเคลื่อนไปราวครึ่งชม. ผมจึงกลายเป็นวีไอพีเพียงผู้เดียวบนรถตู้ของทางฝ่ายจัดงาน Press tour ชุมชนรอบหนองหาร ของหน่วยงานอย่างสำนักงานพัฒนาชุมชน อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

ล่องเรือในหนองหาร
จากสนามบินใช้เวลาสักยี่สิบนาที ก็มาถึงท่าเรือสระพังทอง กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งคณะนักวิชาการ และตัวแทน บ.ท่องเที่ยว ก็มารวมตัวรอคอย(ผม) เพื่อจะล่องเรือเที่ยวชมบรรยากาศของผืนน้ำขนาดเจ็ดหมื่นกว่าไร่ ที่มีนามว่า “หนองหาร”

แนะนำตัวพร้อมทั้งขอโทษขอโพยหมู่คณะเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาลงเรือหางยาวโดยมีไกด์ท้องถิ่นนั่งบรรยายอยู่หัวเรือเขาบอกว่าในหนองหารนี้มีเกาะแก่ง หรือที่เรียกกันว่า “ดอน” ใหญ่น้อยอยู่ถึงสามร้อยกว่าดอน แต่ที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเรากำลังเดินทางไปนี้ชื่อ ดอนสวรรค์ มีพื้นที่ถึงร้อยไร่ สายลมเย็นโชยมาไม่ขาดทั้งที่อยู่ในช่วงเดือนเมษายน ก็ถือว่าไม่ทรมานกับความร้อนจนเกินไปนัก รวมทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ บนดอนสวรรค์ ก็ช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้ด้วย รอบเกาะ หรือดอนแห่งนี้ มีการจัดสร้างทางเดินชมธรรมชาติ มีต้นตะแบก ขึ้นเรียงรายตลอด

ผมนั้นเห็นตรงกันกับ ดร.ปรัชญากรณ์ ว่าที่นี่เหมาะจะเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้เด็กๆ ศึกษาเรียนรู้หรือแม้กระทั่งฝึกทำงานศิลปะ เนื่องจากความเงียบสงบ ช่วยให้มีสมาธิ “ลองคิดดูว่ามาเรียนเป่าแคนกันที่นี่น่าจะเข้าท่า ”ผมเสริมเรื่องดนตรีตามที่ตัวเองชื่นชอบ ศาลาอาคารริมน้ำกระทั่งห้องน้ำก็มีพร้อมไม่ต้องก่อสร้างอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ปรับปรุงทำความสะอาดให้ดี ก็ใช้ได้แล้ว ข้อสำคัญต้องระวัง และจัดการเรื่องขยะให้ดีเก็บกลับไปบนฝั่งให้หมดด้วย

วัดพุทธและโบสถ์คริสต์

สกลนคร ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ๆ มีชุมชนชาวคริสต์อาศัยอยู่มาก เช่นที่ท่าแร่กับงานแห่ดาวคริสต์มาสอันโด่งดังนั่นเอง เรือนำพาพวกเราต่อมายังวัดเก่าแก่อีกแห่งริมหนองหาร ไกด์ชี้ให้เห็นโบสถ์แม่พระราชินี สายประคำศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห่างกับวัดราว 3 กม. อันเป็นจุดพักกินมื้อเที่ยงของเรานั่นเอง ที่วัดเก่าแก่ของชุมชนจอมแจ้งแห่งนี้ มีการขุดพบเครื่องมือใช้สอยในยุคทวารวดี และจัดเก็บเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม

เดินดูจนท้องหิวกันถ้วนหน้า ก็ลงเรือข้ามมาฝั่งโบสถ์คริสต์ข้าวเหนียวกระติ๊บใหญ่ตั้งคอยท่าอยู่แล้ว อาหารรสมือแม่บ้านจอมแจ้งเด็ดขาดนัก ทั้งเมนูลาบ น้ำพริก ผักนึ่ง (มีดอกกระเจียวนึ่งมาด้วย) รวมทั้งต้มปลา ที่ได้มาจากหนองหารนั่นเอง อิ่มท้องดีก็เดินย่อย และขึ้นไปชมภายในโบสถ์ ก่อนลงมาเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่น พวกปลาแห้ง ปลาส้ม แหนมปลาเป็นเสบียงชั้นดีกลับบ้านเมืองกรุง ชุมชนจอมแจ้งตั้งใจจะจัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว แบบ โฮมสเตย์ โดยนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นหลัก เราได้เห็นการทอเสื่อจาก “ผือ” (พืชน้ำในตระกูลเดียวกับกก แต่มีลำต้นเป็นรูปสามเหลี่ยม) สีสันของผืนเสื่อที่ทอสดใสสวยงามไม่ธรรมดา จนช่างภาพใหญ่น้อยต้องมาขอรุมถ่ายภาพขั้นตอนการทอเก็บไว้ซะหน่อย

ชีวิตเรียบง่ายที่จอมแจ้ง

เราพบกับผู้ใหญ่บ้านของชุมชนนี้ในบ้านแบบชนบท มีแปลงผักสวนครัว กรงเลี้ยงไก่ และเครื่องมือทางการเกษตร ทุกอย่างล้วนถูกจัดเก็บเป็นระเบียบสะอาดตา แถมด้านหลังบ้านยังเป็นศาลาร่มรื่นย์ ใต้ต้นไม้ใหญ่มีฉากหลังเป็นหนองหาร เราอิจฉาชายคนที่ผูกเปลนอนคนนั้นเหลือเกิน เขาพักผ่อนหลังกลับจากการตกปลา ครับวันนี้เขายังไม่ต้อใช้เงินสักบาทเดียว…..ที่จอมแจ้งมีทั้งการเกษตรลอยน้ำที่เกิดจากการนำเอาดิน และสาหร่ายที่ทับถมกันมากมายในหนองหาร จนเกิดการจับตัวแน่นด้วยรากของหญ้าคาที่ขึ้นบนนั้น   ชาวบ้านได้ความคิดนำมาทำเป็นแปลงพืชผักจนมีการเดินทางมาดูงานของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ในวันที่เราไปถึงมีคณะนักศึกษาฝรั่งมาเยี่ยมชมนั่นย่อมยืนยันถึงความไม่ธรรมดาของชุมชนจอมแจ้งได้พอสมควรทีเดียว

เข้าพักโฮมสเตย์ที่ชุมชนบ้านแป้น

เสียงตีกลองเส็งดังสนั่น ด้วยการสาธิตของผู้เฒ่าที่รู้จักคุ้นเคยกับภูมิปัญญาโบราณของการทำกลอง (เส็งหมายถึงการแข่ง หากเป็นทางพัทลุงน่าจะเปรียบได้กับโพนนั่นเอง) เรามารวมตัวกันที่ รร.บ้านแป้น เพื่อร่วมพิธีต้อนรับของชุมชน บอกตามตรงว่าสำหรับผมนั้นขอเพียงรอยยิ้ม และน้ำสักแก้วก็ชื่นใจในไมตรีแล้ว การแต่งตัวเต็มยศในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดร้อนนั้นมันทรมานใจคนดู เพราะอดไม่ได้ที่จะโทษตนเองที่เป็นสาเหตุให้ต้องมาลำบากกัน (แต่อย่างว่าครับน้ำเอยน้ำใจใครจะกล้าปฎิเสธ)

ที่นี่หลังฟังบรรยายสรุปจากผู้นำชุมชนแล้ว เราก็นั่งรถอีแต็ก หรือรถไถนาที่พ่วงด้านหลังเป็นสองแถวตระเวนชมหมู่บ้านกัน เพื่อนบางคนที่เห็นภาพในเฟสบุ๊คแซวว่าผมนั่งรถ เฟอราลากคู่แข่งเฟอรารี่ ฮ่าๆๆ ปุเลงกันไปตามวัดวาอารามได้เห็นภาพวาดเรื่องราวพุทธชาดก ฝีมือช่างพื้นบ้านที่สวยแบบซื่อๆ และงดงาม เรียบง่ายเหลือเกิน แวะนั่งชมการทำน้ำปลาร้า วิสาหกิจชุมชน ที่บ้านสวนสุขใจของ คุณสะคราญนิตย์ นามละคร หรือคุณเอี้ยง ผู้เป็นแม่ครัวมือเอกของชุมชนคนนึง ผม และดร.กรณ์ตกลงใจขอเข้าพักค้างคืนที่บ้านนี้หลังเห็นระเบียงไม้ยกพื้นโล่งสบายแถมเจ้าบ้านยืนยันว่าไร้ยุงรบกวนอีกต่างหาก ในชุมชนบ้านแป้นนี้การเกษตรผสมผสานได้รับความนิยมมากเราแวะดูบ้านที่ปลูกทั้งหม่อนลิ้นจี่ และอื่นๆ สารพัดโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง น้ำหม่อนหรือมัลเบอรรี่ปั่นกับน้ำแข็งเกร็ดนั้นชื่นใจให้เรี่ยวแรงไปลุยต่อที่จุดชมตะวันรอนริมหนองหารกันเป็นจุดสุดท้ายก่อนเข้าที่พักแบบโฮมสเตย์ที่มีจัดขึ้นประมาณยี่สิบหลังคาเรือนในชุมชนแห่งนี้

ช่วงค่ำๆ มีงานเลี้ยงต้อนรับกันที่ลานหน้าโรงเรียนพิธีบายศรีสู่ขวัญแบบอีสาน ดำเนินไปพร้อมรอยยิ้ม และมิตรไมตรีที่มีต่อกัน ผมกลับมาที่บ้านสวนสุขใจ ก่อนงานเลี้ยงเลิก เพราะติดใจบรรยากาศเงียบสงบของที่นี่แถมเจ้าบ้านจัดเตรียม หมูทอดหมักข้าวเหนียว ที่ไม่เคยชิมที่ไหนมาก่อน และทุกคนลงมติว่าเป็นสุดยอดของชุมชนจริงๆ ไม่นานนักหลังจบงานเลี้ยงหลายคนที่ร่วมทางก็ตามมาสมทบที่บ้านสวนสุขใจผมทำหน้าที่นักดนตรีจำเป็นกับการเกากีต้าร์ในบรรยากาศแบบกันเอง และอบอุ่นในมิตรภาพ…

“ ชุมชนนี้คือน้ำซุปชั้นดีที่เคี่ยวน้ำต้มกระดูกจนได้ที่ มีความงดงามในตัวเอง และหากพวกคุณอยากจะปรุงรสใดก็ตามลงไปในซุปถ้วยนี้ผมขอให้พิจารณาให้ดีด้วยครับ “ นั่นคือข้อสรุปสั้นๆของผมในวันรุ่งขึ้นก่อนลาจากชุมชน

ขอขอบคุณ สำนักงานพัฒนาชุมชน อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนครและมหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช จาก ม.หาดใหญ่

บ้านสวนสุขใจ คุณสะคราญนิตย์ นามละคร 089 265 9897

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081 768 6816


โดย นิพนธ์ เรียบเรียง