สีแสงแห่งศรัทธา ที่ปราสาทวัดภู – เพลินทริป | PlearnTrip.com

Call us  081-420-5572
Email: riabriang@gmail.com

สีแสงแห่งศรัทธา ที่ปราสาทวัดภู

“ลาวใต้” ชื่อนี้คุ้นหูมานานจากปากคำของเพื่อนนักเดินทางถ่ายภาพผมเอง เพิ่งมีโอกาสมาสัมผัสเนื่องจากรายการบุญหล่นทับ จากทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงาน จังหวัดสุรินทร์ โดยท่าน ผ.อ.บุณยานุช ให้เกียรติโทรมาชวนด้วยตนเองเพื่อให้ผม และเพื่อนสื่อมวลชนอีกสองคนเดินทางเข้าร่วมทริปทัศนศึกษา อารยธรรมขอม ที่ปราสาทวัดภู ตามโครงการเที่ยวอิสานใต้ได้โชคของ ททท.โดยมีผู้โชคดีเข้าร่วมเดินทางอีก 30 คน
ออกเดินทางสู่ปากเซ

เราเริ่มต้นกันตั้งแต่เช้ามืดบริเวณหน้าสำนักงาน ททท.สุรินทร์ ซึ่งใช้เป็นจุดนัดหมาย จากนั้นใช้เวลาราวสามถึงสี่ชั่วโมงคณะของเราก็มาถึงอุบลราชธานีเพื่อเตรียมข้ามพรมแดนไปยังแผ่นดินลาวที่ด่านช่องเม็กด่านชายแดนที่เป็นเสมือนประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านบนเส้นทางสู่เมืองปากเซ และยังสามารถเดินทางต่อไปยังน้ำตกหลี่ผี น้ำตกคอนพะเพ็ง (น้ำตกที่แม่น้ำโขงทั้งสายไหลต่างระดับกันลงมา อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา)

บรรยากาศยามเย็นที่ปากเซริมแม่น้ำโขงสถานที่ตั้งของโรงแรมชั้นนำของลาว

อาคารรูปทรงทันสมัยของด่านตรวจคนเข้าเมืองทำให้หลายคนรู้สึกแปลกใจในการมาเยือนเพื่อนบ้านอย่างลาวในวันนี้ จุดแรกที่แวะเมื่อข้ามพรมแดนคือร้านปลอดภาษี หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นปากว่า Duty free นั่นเองและถ้าบ้านเรามี King power ที่นี่ก็มีดาวเรืองดิวตี้ฟรีซึ่งผู้เป็นเจ้าของคือนักธุรกิจหญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของลาวชื่อและสินค้าของเธอปรากฏตั้งแต่จุดผ่านแดนไปจนถึงตัวเมืองปากเซ จำปาสักแกรนด์โฮเทลคือโรงแรมที่คณะเราเข้าพักตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำใกล์กับสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ที่นับได้ว่าเป็นสะพานสลิงที่ยาวที่สุดในลาวจนกลายเป็นที่เดินออกกำลังกายในยามเช้าและเย็นของผู้คนแถบนี้
( แต่ทราบมาว่าหลังสองทุ่มจะมีเจ้าหน้าที่คอยกันไม่ให้คนมาเดินที่สะพานนี้เนื่องจากเคยมีคนมากระโดดน้ำเพื่อฆ่าตัวตายซึ่งน่าจะคล้ายกับเรื่องราวที่สะพานสารสินของบ้านเรา )

ช้อปปิ้งที่ปากเซ
ที่ปากเซนอกจากบรรดาโรงแรมสี่ห้าดาวริมน้ำ แล้วยังมีแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่อย่าง ตลาดดาวเรือง สินค้าแทบทุกชนิดมีวางจำหน่าย ใครที่สนุกกับการต่อรองน่าจะไม่ผิดหวัง ผมเองได้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ในราคาแค่สองพันต้นๆ ซึ่งนับว่าถูกมากหากเทียบกับบ้านเราสินค้าที่นี่ส่วนมากมาจากจีนพวกที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออิเล็คโทรนิคจึงควรดูให้ดีเสียก่อน มื้อเย็นวันแรกในลาวพิเศษสุดกับบรรยากาศบนแพมองเห็นพระอาทิตย์ตกในยามเย็นสวยงามมาก รายการอาหารส่วนใหญ่เป็นพวกปลาที่หาได้จากแม่น้ำโขงนั่นเอง การเดินทางจากปากเซไปถึงปราสาทวัดภูใช้เวลานานพอสมควรเนื่องจากถนนในลาวยังไม่มีการขยายแบบสี่เลนเหมือนบ้านเรา และมีกฎหมายควบคุมความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย

ปราสาทวัดภูอันเก่าแก่มีนักท่องเที่ยวนิยมมายืนถ่ายภาพด้านหน้าอย่างไม่ขาดสาย

แวะจิบชาระหว่างทาง
เราแวะที่ไร่ชาแห่งหนึ่ง ที่ไกด์ชาวลาวแนะนำว่ามีคุณภาพดีและจะได้เห็นกระบวนการตั้งแต่เก็บใบชาไปจนถึงการชงให้ทดลองดื่ม (คอชาที่ร่วมทริปมาด้วยให้ความเห็นว่ารสชาติยังสู้ชาอู่หลงที่ดอยแม่สลองไม่ได้อันนี้ก็คงแล้วแต่รสนิยมละครับ) พื้นที่ๆ ปลูกชาของลาว ก็จะเป็นแถบภูเขาซึ่งอุหภูมิน่าจะเหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นชา ผมเองนั้นมีความรู้เรื่องชาน้อยมากจึงเลือกไปหามุมถ่ายภาพสาวลาวเก็บชาดีกว่า การเข้าสู่เส้นทางปราสาทวัดภูนั้นต้องมีการเปลี่ยนยานพาหนะจากรถบัสขนาดใหญ่เป็นรถสองแถวเพื่อความสะดวกในการลัดเลาะผ่านหมู่บ้านต่างๆและบางจุดต้องข้ามสะพานไม้ที่คงไม่สามารถรับน้ำหนักรถขนาดใหญ่ได้ราวสี่สิบนาทีเราก็มาถึงลานด้านหน้าปราสาทป้ายมรดกโลกเด่นตระหง่านให้มองเห็นแต่ไกลด้านหน้าทางขึ้นนี้จะเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณรอบปราสาทวัดภูมีอายุหลายพันปี และแน่นอนว่าเป็นยุคที่อาณาจักรขอมกำลังรุ่งเรืองสังเกตได้จากแท่งศิวลึงค์ตัวแทนความเชื่อในแบบฮินดูที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องภายในพิพิธภัณฑ์ ( ที่นี่ห้ามถ่ายภาพภายในอาคารเพื่อป้องกันการโจรกรรม) แล้วก็ถึงเวลาเดินฝ่าแสงแดดเป็นระยะทางราวห้าร้อยเมตรเนื่องจากไม่อนุญาติให้รถเข้าไปใกล้บริเวณทางขึ้นปราสาทยกเว้นจักรยานยนต์และรถจักรยานถีบเราเดาว่าอาจเพราะป้องกันการสั่นสะเทือนจากรถใหญ่ที่อาจส่งผลต่อโบราณสถานได้

เยือนปราสาทมรดกโลก
ปราสาทวัดภูแห่งนี้นับเป็นพิพิธภัณทสถานที่ ซึ่งถือว่า สำคัญสำคัญที่สุดในลาวตอนใต้ ซึ่งได้รับการรับรองและ ขึ้นทะเบียนจากองค์การ UNESCO ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ให้เป็น เมืองมรดกโลก แห่งที่สองของลาวนับจากหลวงพระบาง ปราสาทวัดภูตั้งอยู่บนเนิน เขาภู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภูควาย หรือ ภูเขาควายห่างจากตัวเมืองจำปาสักไป 9 กิโลเมตร เชื่อกันว่าปราสาทวัดภูแห่งนี้ได้สร้างมาก่อนนครวัดอันยิ่งใหญ่คือในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยของพระเจ้ามเหนทรวรมัน โดยใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่บูชาเทพเจ้า ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เป็นเวลานานหลายปี ศิลปะ ต่าง ๆ เหมือนกัน กับศิลปะที่อังกอร์วัด โดยแบ่งเป็นชั้นบันได ตามภูเขา จนถึงปราสาทข้างบน สถานที่ ต่าง ๆ เช่น ที่ทำพิธีกรรม เซ่นไหว้ ต่อ เทพเจ้าฮินดู โดยใช้ ชีวิต มนุษย์ผู้มีพรหมจรรย์ ชาย หญิง เป็นเครื่องเซ่น ตามความเชื่อของลัทธิ ของฮินดู ก็ยังมีให้เห็นอยู่โดยไกด์ลาวชี้ให้เราดูก้อนหินขนาดเท่าเตียงนอนเดี่ยวในบริเวณรอบๆปราสาทพร้อมอธิบายว่านี่คือแท่นบูชายันต์ในอดีต เมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในประเทศลาว เทวสถานแห่งนี้จึงได้เป็น วัดของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท มาจนถึงวันนี้ วัดภู จะมีงานประเพณีประจำปี ที่ชื่อเสียง ซึ่งจะจัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ในคืนวันเพ็ญ เดือนสามติดต่อกันประมาณ 3 วัน ซึ่งในช่วงนั้นจะมีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศเดินทางมาร่วมงานอย่างมากมาย

แสงแดดยามบ่ายส่องเข้ามายังด้านในของตัวปราสาทที่มีพระพุทธรูปเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ ควันธูปจากชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาสักการะลอยคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณบรรยากาศยามนี้ชวนให้นึกถึงบางฉาก ในภาพยนตร์ไทยเรื่องดังอย่าง “องค์บาก” ผมเดินหามุมถ่ายภาพไปจนถึงหน้าถ้ำขนาดใหญ่มีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังนำขวดมารองน้ำที่หยดลงมาจากหน้าผาเบื้องบน เขาว่ามันคือน้ำศักสิทธิ์ที่ชาวลาวเชื่อว่าช่วยให้เกิดสิริมงคลหากนำกลับไปอาบหรือประพรมทั่วบ้านแบบเดียวกับน้ำมนต์นั่นเอง
คณะเรากลับลงมาข้างล่างช่วงบ่ายแก่ๆ รอยยิ้มของแม่ค้าดอกไม้ธูปเทียนและกระทง บายศรีที่มีอยู่ตลอดสองข้างทางไปยังตัวปราสาทยังคงสดใสและเปี่ยมไปด้วยศรัทธาในศาสนาแน่นอนว่ามันฉายผ่านออกมาทางแววตาที่เป็นมิตรต่อทุกคนที่ได้มาเยือนเมืองมรดกโลกแห่งนี้


เรื่องและภาพโดย นิพนธ์ เรียบเรียง